Posted by admin as See to Write
โดย Silly Cinnamon
The ‘Idle’
สมมุติว่ามีใครสักคนหนึ่ง หลังจากที่ได้ฟัง Captain กับ Hope Is Important ในปี 1998 แล้วกระโดดขึ้นไทม์แมชชีนข้ามปี 2000 ของ 100 Broken Windows มาลงจอดที่ปี 2002 ในจังหวะแรกที่คนคนนั้นได้ยิน The Remote Part คงจะเป็นการยากที่จะเชื่อว่านี่คือ Idlewild วงเดียวกันกับวงที่เคยทำ 7” single Queen Of The Trouble Teen ออกมาขายเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในช่วงเวลา 7 ปี (1997- 2003) กับงานสตูดิโออัลบั้ม 4 ชิ้น จากวงที่เคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสายเลือดใหม่ของ punk ร่องรอยของ wild ใน Idlewild เริ่มจะเลือนหายไปทีละนิด โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมาที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างเกิดขึ้น กับความสำเร็จในวงกว้างจากอัลบั้มล่าสุด กับ top 10 single ที่ถูกใช้ประจำในรายการฟุตบอล กับคนที่เป็นขั้ว wild ของวงอย่างมือเบส Bob Fairfoull ที่ก็เพิ่งถูกเชิญให้ออกไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า Idlewild จะโตขึ้นทั้งตัวและความคิดจนทำให้แฟนๆ หลายคนเริ่มใจหายว่าวันเวลาที่ Roddy Woomble นักร้องนำของวงจะออกมากตะโกนหา ‘Captain’ คงจะไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว แต่เดิมที Idlewild เป็นวงดนตรีที่สร้างชื่อเสียงขึ้นมาจากการแสดงสดที่เต็มไปด้วยพลัง สุดมัน จนบางครั้งก็เลยเถิดไปถึงขั้นเละเทะ แต่ครั้งแรกที่ได้เห็นรูปๆนี้ (ดูข้างล่าง) คำถามที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ เสน่ห์แบบเดิมเดิมของพวกเขาจะยังคงอยู่หรือ? กับ lineup ใหม่ (แทนที่ Bob ด้วย Gavin Fox จากวงไอริช Turn แล้วเลือนมือกีต้าร์ที่เคยทัวร์กับวงอย่าง Allan Stewart ให้เป็นสมาชิกถาวร) และภาพลักษณะใหม่ที่ราวกับหลุดออกมาจาก teen magazine จะยังเป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเค้าจะประสบความสำเร็จในวงกว้างโดยที่ยังคงมนต์ขลังแบบดังเดิมอยู่ คำตอบเกิดขึ้นแล้วในคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา
The supporters
[นี่คือมือกีต้าร์และนักร้องนำของ Solea]
ถ้าใครตาม The Remote Part มาตั้งแต่ตอนที่ออกในอังกฤษเมื่อปีที่แล้ว คงจะรู้จักสโลแกน ‘support your local poet’ ของอัลบั้มนี้ เป็นอย่างดี แน่นอนว่าถึงที่อเมริกาจะออกช้ากว่าอังกฤษไปเกือบปี ประโยคนี้ก็ยังตามข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วย เสื้อยืดพิมพ์แขวนให้เห็นอย่างเด่นชัดนับตั้งแต่ย่างเท้าขึ้นมาถึงชั้นบนของ the Fletcher’s ผับในร้านอาหารที่ดูเล็กกว่าภาพที่วาดไว้มากนัก ห้อง(ไม่ค่อย)โถงที่ดูเหมือนจะจุคนได้ประมาณ 200 คน เต็มไปด้วยบรรดาแฟนๆ ของ Idlewild ที่อยู่ในช่วง 20 กว่าๆ ดูผิดไปกว่าบรรดาแฟนๆ วัยรุ่นที่เคยเห็นเมื่อ 2 ปีที่แล้วมากนัก (ในครั้งนั้น Idlewild เล่นเป็นวงเปิดให้ Placebo) เป็นไปได้ว่าเพราะครั้งนี้เป็น 18+ gig ด้วย สำหรับบรรดาแฟนๆที่มาเร็ว มีบ้างบางส่วนที่ยืนจับกลุ่มคุยกันที่บาร์ ขณะที่บางส่วนก็ยืนดูวงเปิดวงแรก Solea ที่ใกล้จะเล่นจบเซ็ท เนื่องจากว่ามาทันดูพวกเขาเล่นแค่เพลงสุดท้าย เลยบอกไม่ได้มากว่าพวกเขาเป็นอย่างไร แต่น่าจะเป็น alternative rock แบบวงอเมริกันทั่วๆ ไปที่ฟังใช้ได้พอสมควร Solea เดินลงจากเวทีไปในที่สุด แต่ไม่ก่อนที่จะประกาศแนะนำวงเปิดวงที่ 2 …The French Kicks
The French ‘Rick’
[คุณ ‘Rick’ ของ The French Kicks ที่ตำแหน่งคีย์บอร์ดในขณะที่ปล่อยให้มือกีต้าร์รับหน้าที่ร้องไปหนึ่งเพลง]
หลังจากใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการเซ็ทเครื่องดนตรี The French Kicks ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกทั้งหมด 5 คน ก็ได้ฤกษ์แสดงฝีมือ แนวทางของ The French Kicks ออกเป็น garage rock ที่ผสมกับความเป็น art นิดๆ ถ้าจะถามว่าดีมั้ยก็คงต้องบอกว่าไม่มากนัก เนื่องจากพวกเขาสามารถมากในการที่จะเล่นดนตรีได้ในช่วงกว้างสุดๆ ไล่ตั้งแต่ดีเลิศไปจนถึงห่วยไม่เป็นชิ้นดี พอฟังเพลงหนึ่งที่ทำให้คุณตัดสินใจได้ว่าน่าจะซื้อหาอัลบั้มมาเป็นเจ้าของ พวกเขาขยี้ความคิดของคุณทิ้งเป็นผุยผงได้ทันทีด้วยเพลงถัดไป แล้วในคืนนั้นเปอร์เซ็นต์ด้านลบดูเหมือนจะมีเกิน 60 ยังดีอยู่นิดที่บรรดาเพลงใหม่จัดอยู่ในส่วน 40 ความเป็น art ในบางครั้งก็ต้องใช้อย่างพอดีจึงจะเกิดผล ปัญหาหลักของ The French Kicks ดูเหมือนจะอยู่ที่การผสานเนื้อเพลงให้เข้ากับดนตรีของคุณนักร้องนำร่างโย่ง ที่ลีลาบนเวทีช่างเหมือนกับ Rick Witter ของ Shed Seven ซะเหลือเกิน (ใช้เวลาคิดจนเกือบจะจบโชว์ถึงได้นึกออกว่าเหมือนใคร) พวกเขาน่าจะไปได้ดีมากกว่านี้ถ้าเพียงแต่นักร้องนำจะได้ซักครึ่งหนึ่งของ Rick
The opening
เมื่อ The French Kicks จากไป บรรยากาศรอบๆข้างก็เริ่มเข้มข้นขึ้น แน่นอนว่าทุกคนรอคอยอย่างใจจดจ่อกับสิ่งที่จะเกิดขี้นต่อไปบนเวที “I’m really looking forward to this show” เป็นคำพูดของหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ พวกที่ยืนอยู่ทางด้านหลังก็เริ่มขยับกันขี้นมาด้านหน้า เรียกว่าไม่แปลกใจเลยที่เห็นสถานที่ๆ จุคนได้แค่ 200 กว่าจะ sold out เมื่อหันหลังมองกลับไปแล้วเห็นคนเต็มไปหมด (เรียกว่าถ้าเกิดเหตการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาก็ไม่ต้องหวังว่าจะรอดเพราะเห็นบันไดอยู่อันเดียวเอง) เพราะนี่คือโชว์ที่คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้รอคอยมานาน สำหรับหลายคน นี่จะเป็นครั้งแรกที่จะได้ดู Idlewild สดๆ กระแสแห่งความคาดหวังจึงพุ่งขึ้นสูงปรี๊ดในผับเล็กๆ แห่งนี้ แอบเห็น Colin Newton มือกลองเดินออกมาเซ็ทกลองด้วยตัวเอง และดูเหมือนจะไม่มีใครจำได้ นาฬิกาเดินไปเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้า roddies ก็เดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบ คนเมาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็พยายามจะกระโดดหอมแก้มสาวที่ยื่นอยู่ข้างๆ จนเกิดมีการประทะคารมกันนิดหน่อย (เลยต้องถอยห่างเวทีออกไปอีก) จนเมื่อผ่าน 5 ทุ่มครึ่งมาได้เล็กน้อยเสียงเพลงก็เริ่มหรี่ลงจนเงียบหายไป แล้วบรรดาหนุ่มๆ ของ Idlewild ก็ก้าวขึ้นมาบนเวที
เมื่อ 2 ปีที่แล้ว พวกเขาเลือกที่จะเปิดโชว์ด้วย Little Discourage ซึ่งก็เหมาะสมเพราะเป็นทั้ง single แรกจาก 100 Broken Windows บวกกับท่อนคอรัสที่พร้อมจะโยนคนดูขึ้นไปในอากาศ หากแต่มาคราวนี้พวกเขามีเซอร์ไพรส์อันใหญ่ให้กับคนดู โดยเลือกที่จะเริ่มด้วยงานจากมินิอัลบั้ม Captain เพียงแค่เริ่มท่อนแรกจาก You Just Have to Be Who You Are ก็เหมือนตีตราการันตีจาก Idlewild แล้วว่าค่ำคืนนี้จะไม่ธรรมดา [จากซ้ายไปขวา Allan Stewart, Rod Jones, Roddy Woomble และ Gavin Fox]
The confidence
[Roddy กับ I’m Happy To Be Here Tonight (yes indeed! แต่ว่าจริงๆ แล้วชอบเวอร์ชั่นที่เป็นแค่ Roddy กับ Rod แค่สองคนมากกว่าเวอร์ชั่นเต็มวงแบบนี้)]
(I Am) What I Am Not ถูกยกมาต่อทันทีโดยไม่รอช้า ช่วงของการเชื่อมต่อระหว่างเพลงสองเพลงนี้ทำให้บางสิ่งบางอย่างที่เคยกังขาชัดเจนขึ้น Idlewild ไม่ใช่แค่วงที่เอาแต่ความดิบ สะใจ เข้าว่าเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาคือนักดนตรีที่มีฝีมืออย่างแท้จริง ทั้งเพลงเร็วเพลงช้าที่ถูกยกมาเล่นในวันนี้สามารถตรึงคนดูให้คล้อยตามไปกับพวกเขาได้ตลอดเวลา และนี่คือข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดสำหรับ Idlewild ในวันนี้กับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว สิ่งที่พวกเขากำลังขายในปัจจุบันไม่ใช่แค่ดนตรีที่จะต้องให้ทุกคนออกมากระโดด แต่คือความมั่นใจ การรู้ตัวตนในสิ่งที่ทำอยู่ ทุกโน้ตทุกเสียงที่ส่งออกมาไม่มีความขัดเขินปนอยู่แม้แต่น้อย เรียกว่าสามารถคุมคนดูได้สนิท ไม่ว่าจะเป็นเพลงอย่าง A Modern Way Of Letting Go กับ 2 นาทีที่กระชั้นที่สุดนับตั้งแต่ Song 2 งานที่แสดงให้เห็นถึงพลังของ Idlewild วงเก่าที่ไม่ได้หล่นหายไปไหน เพลงบัลลาดอย่าง American English ก็เรียกให้คนร้องตามได้ทั้งๆที่อัลบั้มใหม่ก็ยังไม่ได้วางขายในอเมริกาเลย (ดูเหมือน Roddy จะแปลกใจไม่น้อยตอนที่เห็นคนชูมือกันสะลอนเมื่อถามว่าไม่รู้ใครมี The Remote Part แล้วบ้าง)
เสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของ Idlewild อยู่ที่ว่าคนดูสามารถมั่นใจได้เลยว่าสิ่งที่ได้ยินในวันนี้จะไม่ใช่สิ่งที่หาฟังได้จากสตูดิโออัลบั้ม ในขณะที่หลายคนอาจจะมองว่านั้นคือความไม่สมบูรณ์แบบ แต่สำหรับอีกหลายคนนี่คือช่วงเวลาพิเศษเล็กๆน้อยที่วงสามารถให้ได้กับแฟนๆ เพราะพวกเขาพร้อมเสมอที่จะทำในสิ่งที่คนดูคาดไม่ถึง หนึ่งในช่วงเวลาที่พิเศษสุดของคืนนั้นก็คงจะเป็นตอนใกล้จะจบของ When I Argue I See Shapes มือกีต้าร์และมือเบสทั้ง 3 พร้อมใจกันก้มตัวลงรับกับจังหวะที่กลองกับกีต้าร์สอดประสาน “ตึง ตึง ตึง ตึง…ตึ่ง ตึง” นักร้องนำมองออกไปในกลุ่มคนดูด้วยสายตาที่ว่างเปล่า “ตึง ตึง ตึง ตึง…ตึ่ง ตึง” เหมือนกับทะเลสงบก่อนเกิดพายุ รู้สึกถึงความตึงเครียดของทุกๆคนที่รวมตัวกันอยู่ ณ ที่นั้น ใจจดใจจอรอคอยการมาของพายุร้าย ก่อนที่ห้องทั้งห้องจะถูกจุดระเบิดด้วยท่อนคอรัสท่อนสุดท้าย ‘You smoke too much when you don’t do much. And when I argue Syd Barrett makes me laugh. I laugh at your conversational skills, or lack of’ และแน่นอนว่านี่เป็นความรู้สึกที่จะไม่มีทางหาเจอได้ในสตูดิโออัลบั้มหรือบันทึกการแสดงสดอันไหนๆ ก็ตาม
[Roddy กับ Gavin ตอนโยกหัว (รูป Gav ถ่ายยากมากเพราะทั้งอยู่ไกลทั้ง Roddy ชอบเดินมาบังวิว ยกกล้องขึ้นปุ๊บเป็นต้องเดินมา ไม่รู้จะอยากเข้ากล้องไปถึงไหน)]
The newcomers
เป็นที่รู้อยู่แล้วว่า Idlewild มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกในวง Allan ก็ดูไม่ค่อยจะแตกต่างจากตอนที่แค่เป็นมือกีต้าร์ support ตอนทัวร์ให้เท่าไร ยังขี้เกียจเคลื่อนตัวเหมือนเดิม ในขณะที่มือเบสคนใหม่ Gavin Fox ดูจะถนัดแค่โยกหัวอย่างเดียว เห็นโยกมากจนกลัวแทนว่าคอจะเคล็ดในวันรุ่งขึ้น
ทุกๆ ครั้งที่มองไปทางด้านขวาของ Roddy ความรู้สึกคิดถึงภาพของคนผมทองที่เคยกระโดดโลดเต้นไปมาอยู่ตรงนั้นมักจะเกิดขึ้นเสมอ พอ Bob ไม่อยู่ช่วยกระโดดกับ Rod แล้ว ให้ความรู้สึกเหมือนว่าเวทีมันจะหนักซ้ายมากไปนิด
[Allan Stewart กับการเป็นสมาชิกของวงอย่างเต็มตัว]
The ‘Rods’ part I
[Roddy กับ ImHTBHTN อีกครั้ง]
ช่วงต้นของโชว์Roddy ดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษเพราะมีการสื่อสารกับคนดูมากกว่าปกติ ไม่ใช่แค่ “Thank you, we are Idlewild” อย่างทุกที จนกระทั่งมีใครก็ไม่รู้ตะโกนขึ้นมาว่า “shut up” ที่เค้าก็ตอบไปแค่ว่า “Okay” พร้อมกับเลิกคุยเล่นไปเลยหลังจากนั้น Roddy มาครั้งนี้เหมือนตั้งใจกั๊กคนดูเต็มที่ ทุกจังหวะที่คนดูคาดหวังว่าเค้าจะต้องตะโกนอย่างตอนจบของ A Modern Way Of Letting Go หรือ When I Argue I See Shapes ก็ดูเหมือนจะเล่นตัวโดยไม่แม้กระทั่งเปล่งเสียงออกมา ไม่มีการ “Croft” ใน Rusty หรือแม้แต่ You Just Have to Be Who You Are ก็เป็นเวอร์ชั่นที่เรียบร้อยกว่าปกติ
แต่นั้นก็เหมือนเป็นข้อพิสูจน์ถึงข้อดีมากๆ ในการร้องเพลงของ Roddy อย่างหนึ่งซึ่งก็คือความสด เค้าไม่เคยต้องการความสมบูรณ์แบบ เค้าเคยให้สัมภาษณ์หลายต่อหลายครั้งว่าเค้าไม่ชอบอัลบั้มบันทึกการแสดงสดเพราะนั้นคือการบันทึกความผิดพลาดโดยที่ไม่สามารถดึงอารมณ์รวมที่เกิดขึ้นใน ณ ที่นั้นออกมาได้เลย ดังนั้นทุกๆ เพลงที่เค้าร้องมักจะกลั่นออกมาจากความรู้สึกขณะนั้นอย่างแท้จริง เมื่อเค้าไม่อยากตะโกนก็คือไม่ตะโกน เมื่อเค้าเห็นว่าการเพิ่มเนื้อร้องเข้าไปในตอนท้ายของ Rusty แล้วจะทำให้เพลงดูดีขึ้นเค้าก็ทำ ไม่เคยมีอะไรตายตัวในโลกของ Idlewild

[ภาพ Rod จะถ่ายยากมาก นอกจากตอนที่เป็นเพลงช้าหรือต้องเตรียมร้อง backup เท่านั้นที่พี่แกจะยอมยื่นนิ่งๆ ให้ถ่าย]
The ‘Rods’ part II
Hilight ของงานนี้ไม่มีอะไรเกิน Rod Jones มือกีต้าร์ของ Idlewild คนนี้ทำให้คนทั้งงานซูฮกได้ด้วยฝีมือและลูกบ้าที่ปล่อยออกมาแบบไม่มีดึงไว้เผื่อวันหน้า เรียกว่ามันมากจนเกือบลืมร้อง backup ใน Shapes สารพัสท่าที่ Rod ปล่อยออกมาในวันนี้แสดงให้เห็นว่าเค้าคือคนสำคัญคนหนึ่งจริงๆ ในวง เค้าคือ Graham Coxon ของ Idlewild พูดน้อยแต่ต่อยหนัก (Rod เคยทัวร์ให้ Graham ตอนอัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกของมือกีต้าร์ของ Blur คนนี้ด้วย) แค่เสื้อยืด “I … TO FART” ของเค้าอย่างเดียวก็กินขาดคนอื่นๆ ในวงหมด ภาพของ Rod ที่กระโดดโลดเต้นอยู่ตลอดเวลาจะตัดกันสุดๆ กับ Allan ที่ค่อนข้างจะอยู่นิ่งจนน่าสงสัย แต่แน่นอนว่าบุคลิกไม่ได้ทำให้เกิดข้อจำกัดทางดนตรี กีต้าร์ของทั้งคู่เสริมให้ค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
[Rod กับ Allan อีกอัน เห็นกันชัดๆ มั้ยกับ I (heart) TO FART]
[Rod กับ Allan ตอน intro ของ Tell Me Ten Words]
The distant history
Idelwild ปิดท้ายงานในคืนนั้นด้วย In Remote Part/Scottish Fiction เสียงของ Edwin Morgan ที่ท่องบทกวี Scottish Fiction ส่งท้ายพร้อมกับที่บรรดานักดนตรีเดินลงจากเวทีให้ความรู้สึกที่ทั้งงดงามและเศร้าในเวลาเดียวกัน งดงามในความรู้สึกที่ว่าคือการจบอย่างสมบูรณ์แบบกับคอนเสิรต์ที่เยี่ยมยอดที่สุดคอนเสิรต์หนึ่งที่เคยดูมา เศร้าและเหงาที่ต่อไปนี้มันก็จะกลายเป็นแค่เสี้ยวนึ่งของความทรงจำที่ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะได้มีโอกาสสัมผัสกับมันอีก Idlewild เป็นแค่วงดนตรีธรรมดาๆ ที่ไม่ใช่ the new REM, Radiohead หรือแม้กระทั่ง Travis พวกเค้าไม่เคยทำอะไรที่เกินไปกว่ากรอบ และคงยากที่จะได้รับการยกย่องในวงกว้าง แต่พวกเค้าก็พิสูจน์ให้แฟนๆ เห็นได้เสมอว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความตั้งใจและจริงใจ และการแสดงสดของพวกเขาก็คือวิธีที่จะสื่อสิ่งเหล่านั้นกับแฟนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ขอบคุณ Idlewild สำหรับการเป็น the best live band ever

It isn’t in the mirror, it isn’t on the page
It’s a red hearted vibration
Pushing through the walls of dark imagination
Finding no equation
There’s a red road rage, but it’s not road rage
It’s asylum seekers engulfed by a grudge
Scottish friction, Scottish fiction It isn’t in the castle, it isn’t in the mist
It’s a calling of the waters as they break to show
The new black death with reactors aglow
Do you think your security will keep you in purity
You will not shake us off
Above or below
Scottish friction, Scottish fiction
Set list

You Just
I Am What
Discourage
World
Message
10 Words
Modern Way
Wooden
Happy
Annihilate
American
Argue
Rusty
Hiding Place
A Film 4
Roseability
(Encore)Listen
Remote Part
RSS feed for comments on this post · TrackBack URI
say what you want