เขียนโดย นายสารพัด null

null

Kid A เป็นคอนเซปท์อัลบั้มของวงดนตรี Radiohead เป็นผลงานอัลบั้มอันดับสี่ของวง ออกวางขายในปี 2000
สร้างความแตกตื่นให้ผู้ฟังทั้งหลาย จากการฉีกสไตล์จากวงดนตรีที่ใช้เครื่องสายกีตาร์เป็นหลัก กลายเป็นวงดนตรีที่เหมือนจะปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น

เมื่อใครสักคนเปิดอัลบั้ม Kid A จากเพลงที่หนึ่ง… ทุกอย่างทุกสรรพสิ่งเริ่มต้นด้วย

Everything, every thing …
in its right place.
in its right place.

เสียงเปียโนเคาะกระทบ บวกกับ เสียงกระซิบเบาๆที่เริ่มดังขึ้นเป็นจังหวะ เป็นอะไรที่ทำให้คนที่เคยรู้จักวงเรดิโอเฮดในฐานะวงดนตรีกีตาร์ร๊อค
เกิดความฉงนสงสัยว่า เกิดอะไรผิดปกติ พวกเขากำลังฟังเพลงของวงดนตรีวงเดียวกับที่เขาเคยฟังเมื่ออัลบั้มที่แล้วหรือเปล่า

เสียงของ Thom yorke (Vol, G.) ถูกมิกซ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์จนทำให้รู้สึกถึงความรู้สึกถึงระยะห่างที่คงที่ ของ 0 กับ 1 ในขณะที่เนื้อร้องของ Everything it its right place ดังขึ้นเรื่อยๆจาก Channel ด้านนึงของลำโพง อีกด้านนึงก็มีเสียงกระซิบ ย้ำเบาๆ ต่อเนื่องซ้ำๆว่า

“Kid A , Kid A , Kid A”

เหมือนราวกับจะบอกว่า เออ นี่คือ Kid A อัลบั้มที่สี่ของวงดนตรี Radiohead คุณฟังไม่ผิดหรอกคุณไม่ได้หยิบแผ่นผิดมาหรอก

อารมณ์ตึงเครียดเริ่มก่อตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เสียงเปียโนที่ดังเน้นเป็นจังหวะ บวกกับเสียงร้องเน้นย้ำจะบอกว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาอยู่ที่ที่มันควรอยู่แล้ว

พอจบสิ้นเพลงแรกก็ตามมาด้วยเพลงที่สอง “Kid A” เพลงช้าๆที่เสียงร้องของ Thom yorke ถูกมิกซ์ใหม่ให้เปลี่ยนไปจากเดิมยิ่งขึ้น ราวกับว่าเป็นเสียงของหุ่นยนต์ และต้อนรับพาทุกๆคนไปท่องเที่ยวแดนสนธยาของดนตรี

เพลงที่สาม “The national Anthem” เป็นเพลงแนวอัพบีทเพลงแรกของอัลบั้มได้ เริ่มต้นด้วยกับเสียงเบสที่แตกพร่า พร้อมกับเนื้อร้องที่เหมือนจะชักชวนผู้ฟังทั้งหลายให้รายล้อมกันเข้ามา

“Everyone, everyone is around here”

เพลงดำเนินไปเรื่อยๆด้วยเสียงทุ้มของเบสจาก Colin greewood (Bass) สุดท้ายก็จบลงด้วยเสียงจากเครื่องเป่าทองเหลือง เหมือนกับจะแสดงถึงความคึกคักของเพลงชาติ ตามชื่อของเพลงนี้

เพลงที่สี่ “How to disappear completely” เพลงเริ่มต้นด้วยเสียงกีตาร์โปร่ง เสียงร้องแสดงถึงความอ้างว้าง ว่างเปล่าของตัวตนคนร้องและผู้ที่รับฟัง เสียงตะโกนช่วงสุดท้ายของเพลง “I`am not here” เสียงท่อนร้องท่อนนี้เหมือนเน้นย้ำราวกับว่า ฉันไม่อยู่จริงๆ ไม่อยู่จริงๆในระบบของสังคมนี้ และจะไม่ขออยู่ต่อไปจากที่แห่งนี้

เพลงที่ห้า “Treefingers” เป็นเพลงบรรเลงที่ผลิตด้วยเสียงกีตาร์แล้วนำไปมิกซ์ในสตูดิโอทั้งหมดจนทำให้ไม่รู้ถึงที่มาที่ไปของต้นกำเนิดเสียง ฟังแล้วทำให้รู้สึกถึงอวกาศ “Space”ของสรรพสิ่งในโลก

และแล้วก็เข้ามาถึงช่วงหลังของอัลบั้ม
เข้ามาถึง ณ ดินแดงแห่งใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน

เพลงที่หก “Optimisitc” ชื่อเพลงที่บอกว่า “มองโลกในแง่ดี” แต่ก็ยังเข้าใจยากอยู่ดีว่ามองโลกในแง่ดีตรงไหน แต่สิ่งที่สะกดความงงงวยเหล่านี้ให้อยู่กับที่ก็คือเสียงกลองที่ดังราวกับว่าเราอยู่ในพิธีบูชาของชาวเผ่าพื้นเมืองพร้อมกับสะกดกับเสียงเต้นของหัวใจเรา

เพลงที่เจ็ด”In limbo”นำพาเราไปยังดินแดนหลังความตายด้วย เสียงดีดกีตาร์ที่ซ้ำไปซ้ำมา

” I `m on your side”
ไม่ต้องกลัวหรอกฉันอยู่ข้างคุณ
“You’re really fantasy”
คุณช่างวิเศษจริงๆ

ฟังแล้วเหมือนจะเข้าใจ เหมือนจะให้เราหลงเชื่อตามเสียงร้องนี้

เพลงที่แปด “Idioteque”
เพลงอัพบีทอีกเพลงที่นับได้ว่าเป็นเพลงยอดนิยมในงานเล่นสด เสียงเคาะแสดงจังหวะพร้อมจะสั่งให้ทุกคนกระโดดขึ้นลงตามจังหวะ ขอให้ทุกคนสนุกกับการอยู่ ณ ที่นี้ โง่เข้าไว้….

เพลงที่เก้า”Morning bell”
เสียงกลองเพลงนี้สะกดผู้ฟังด้วยจังหวะที่แปลกและหาฟังไม่ได้ทั่วๆไป

“Release me”
“Cut the kid in halves”

ท่อนเนื้อร้องที่ยากแก่การเข้าใจ แต่ฟังแล้วมันก็กลมกลืนเป็นส่วนนึงของ จังหวะกลองนี้
ช่วงสุดท้ายของเพลง ประกอบไปด้วยเสียงร้องที่สูงแหลมและทุ้มผสมกันไป เริ่มดังขึ้น ดังขึ้น เรื่อยๆ

ถึงที่สุดแล้วทุกอย่างก็เงียบลงเหมือนแตกกระจายหายจากไป

เพลงที่สิบ”Motion picture soundtrack


เสียงออแกนส่งสัญญาณบ่งบอกทุกคนว่าเรามาถึงจุดสุดท้ายของการเดินทางของเสียงดนตรี
เสียงลมพัด เสียงของวิญญาณ แทรกซึมตามมาพร้อมกับท่อนเนื้อร้องสุดท้ายว่า

“I ‘ ll will see you in next life”

ความเงียบเข้าครอบคลุมอีกครั้ง

จนท้ายที่สุดมีเสียงดนตรีดังขึ้นมาอีกครั้งราวกับเสียงของสวรรค์
เหมือนบ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นใหม่
ทุกคนได้ไปสวรรค์? หรือว่าทุกคนได้กลับมาเกิดใหม่?