เขียนโดย นายสารพัด null

null

งานเพลงอัลบั้มลำดับที่ห้าของวง Radiohead วางจำหน่ายในปี 2001 ตามหลังอัลบั้มลำดับที่สี่ Kid A ไม่ถึงหนึ่งปี
ในอัลบั้ม Amnesiac นี้ เสียงเพลงยังคงความเป็นอิเล็กทรอนิกส์ของKid A และบวกกับ เสียงที่ฟังดู”เก่าแก่ โบราณ”ผสมลงไปทำให้ อัลบั้มนี้บรรยากาศของดนตรีคลาสสิกโบราณปนอยู่ด้วย

ยกตัวอย่างด้วยการเริ่มอัลบั้มด้วย”เสียงเคาะของโลหะ”กับเพลง Packt like sardines in a crushd tin box เสียงเคาะเป็นจังหวะๆนี้สร้างความสงนสงสัยว่าสิ่งที่ตามมานั้นจะเป็นอย่างไร เนื้อเพลงก็ประกอบไปด้วยเนื้อร้องที่กล่าวซ้ำไปซ้ำมาว่า” I’m a reasonable man, get off my case, get off my case, get off my case ”

เมื่อฟังท่อนนี้เหมือนจะเข้าใจว่า เสียงเคาะโลหะเหล่านี้มีเหตุผลของมันอย่างไร

เสียงเก่าแก่เหล่านี้ยังก็มีพบเห็นได้ในเพลงอื่นๆเช่น เสียงระฆังใน Morning bell (amnesiac) ในเพลงนี้แทบจะไม่ได้ยินเสียงเครื่องดนตรีชิ้นอื่นเลย เสียงระฆังดังเป็นระยะ ให้ความรู้สึกโล่งๆของยามเช้า ฤดูใบไม้ร่วง หรือไม่ก็เป็นเสียงลมพัดประกอบในเพลง Pyramid song คละปนกับเสียงเปียงโน ความรู้สึกที่ดูว่างเปล่า เย็นยะเยือกในคำคืนอันหนาวเหน็บริมแม่น้ำไนล์

นอกจากเสียงที่ให้ความรู้สึกเก่าๆเหล่านี้ ก็มีเสียงสังเคราะห์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่พบได้ในบางเพลงเช่น pulk/pull revolving doors, hunting bears, like spinning plate เพลงเหล่านี้แทบจะปราศจากเสียงจากเครื่องดนตรีโดยตรง ทุกๆเสียงนั้นถูกมิกซ์และจัดออกมาใหม่หมด เสียงเหล่านี้ อาจจะฟังดูน่า”รำคาญ”ในครั้งแรกๆ แต่เมื่อฟังเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมของอัลบั้มแล้ว เสียงเหล่านี้ทำหน้าที่กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งได้ดี

ช่วงกลางของอัลบั้มประกอบด้วยเพลงที่มีเมโลดี้ติดหู อย่าง You and whose army?, I might be wrong, Knives out
Dollars & cents

You and whose army? จะเริ่มต้นด้วยเสียงสูดลมหายใจ ราวกับทำใจต้องการพูดอะไร พร้อมกับเนื้อเพลงกล่าวนำว่า “Come on ,come on You think you drive me crazy, well Come on Come on You and whose army?”
“มาสิ เข้ามาสิ คุณคิดว่าคุณทำให้ผมบ้าคลั่ง กระวนกระวายได้ มาสิ เข้ามาสิ คุณและกองทัพของใคร?” เครื่องดนตรีประกอบไปด้วยเปียโนเป็นเสียงหลัก และช่วงท้ายๆของเพลงก็ถูกประโคมด้วยดนตรีทั้งวง

I might be wrong เพลงเด่นอีกเพลงของอัลบั้มที่เริ่มต้นด้วยเสียงกีตาร์ที่เหมือนเป็นเสียงที่ฟังดูสะท้อน”ดึ๋งๆ” ตัวทำนองเพลงจะนำพาผู้ฟังไปสู่แดนสนธยาทางความคิดพร้อมกับท่อนร้องที่เริ่มต้นว่า

I might be wrong
I might be wrong
I could have sworn I saw a light coming on
I used to think
I used to think
There was no future left at all
I used to think
Start again begin again

เพลงนี้มีท่อนเนื้อร้องซึ่งมีความหมายที่มองโลกในแง่บวก ซึ่งผิดแปลกไปกับอิมเมจของวงเรดิโอเฮดและทำนองดนตรี

เพลง Knives out เน้นเสียงกีตาร์โปร่ง เพราะกับการไล่คอร์ดที่ไม่มีจุดไคล์แมกซ์ของมัน แต่การเดินทางของเสียงกีตาร์นี้มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ที่หาไม่พบได้ในเพลงที่ประกอบด้วย ท่อนคอรัสทั่วไป

เพลง Dollars and Cents มีท่อนร้องที่น่าสนใจอย่างนึงว่า “Why won’t you quiet down” ก่อนนำพาผู้ฟังไปสู่เพลงที่ปราศจากเนื้อร้องอย่าง Hunting bears

เพลงสุดท้ายของอัลบั้ม “Life in a glass house” เป็นเพลงแจ๊ซ ที่ให้ความรู้สึกเก่าๆอย่างที่ได้เปรยไว้แต่แรกว่า อัลบั้มนี่มีเสน่ห์ของอดีตปะปนอยู่ ด้วยการใช้เสียงทรัมเปต คลาริเนต และทรอมโบน

โดยรวมๆแล้ว อัลบั้มนี้ประกอบไปด้วยเพลงหลายๆสไตล์ เสียงอิเล็กทรอนิกส์ กับเสียง แนวโบราณอาจให้ความรู้สึกขัดกันในบางคราว แต่ก็ช่วยเสริมกันในหลายครั้งได้เช่นกัน แต่จุดเด่นของอัลบั้มนี้ (และก็เช่นเดียวกับอัลบั้มอื่นๆของเรดิโอเฮด)คือเนื้อร้องที่มีแนวเปรียบเปรย ชวนให้คิด

I am a reasonable man. (Packt like sardines in a crushd tin box)
I might be wrong… (I might be wrong)

และท่อนร้องท่อนสุดท้ายของอัลบั้มนี้ (จาก life in the glass house)

“Only, only, only
Only, only, only
Only, only, only
There’s someone listening in”

ใครสักคนกำลังแอบฟังอยู่…