เขียนโดย นายสารพัด

วันเวลาผ่านมาเกือบครึ่งปีนับตั้งแต่ที่ ไมเคิลแจ๊กสัน “King of pop” กลายเป็นบุคลผู้ที่ไม่กลับมาอีกแล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่า ช่วงเวลาสุดท้ายของเขา ไมเคิลได้ทำกับฝึกซ้อมการแสดงคอนเสริต์ This is it ซึ่งเป็นกำหนดการทัวร์คอนเสิร์ตในรอบสิบปีนับตั้งแต่ History tour

แม้นว่า ไมเคิลไม่สามารถแสดงคอนเสิร์ตต่อหน้าแฟนเพลงได้อย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ด้วยความร่วมมือของครอบครัวแจ็กสันที่อนุญาตให้มีการเผยแพร่ภาพการฝึกซ้อมคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา

ซึ่งได้กลายเป็นภาพยนต์ที่ออกโรงฉายทั่วโลกในชื่อว่า “Michael Jackson’s This is it

จากกำหนดการเดิมที่จะฉายภาพยนต์เรื่องนี้เพียงแค่สองสัปดาห์ทั่วโลกนั้น แต่เนื่องจากความนิยมอย่างสูงทำให้มีการเลื่อนฉายต่อไปอีก
จากเสียงตอบรับของแฟนเพลงผู้เข้าชม ดลใจให้ตัวผู้เขียนตัดสินไปเยี่ยมชมภาพยนต์เรื่องนี้เช่นกัน เพื่อที่ต้องการเห็นภาพชีวิตช่วงสุดท้ายของมิสเตอร์แจ๊กสัน

ถ้าย้อนกลับไปสมัยหลายปีก่อน ผู้เขียนได้รู้จักไมเคิล แจ๊คสัน ในสมัยอัลบั้ม “Bad” และได้ไปชม “Moonwalker ดิ้นมหัศจรรย์ “ที่ ณ โรงหนัง พาต้าปิ่นเกล้า
ต่อมา ก็เกิดกระแสแจ๊กสันฟีเวอร์ ตอนที่เขามาเปิดการแสดงคอนเสริต์ที่ไทยเป็นครั้งแรกตอนออกอัลบั้ม Dangerous

หลังจากจุดสูงสุดในช่วงชีวิตวงการดนตรีของไมเคิล ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ฟังเพลงของแจ๊กสันไปหลายปี

…..

จน ณ ถึงวันนี้ เมื่อไมเคิลจากไป ข้าพเจ้าเขาไปเยี่ยมชมดูภาพการซ้อมคอนเสริต์ครั้งสุดท้ายของเขา

ในภาพยนตร์ที่เห็น ไมเคิลแจ็กสันที่ดูอิดโรยไป ไม่เหมือนกับสมัยหนุ่มๆ
แต่ก็ถือว่ามันคงช่วยไม่ได้สำหรับชายวัยห้าสิบแล้ว อาจต้องเรียกได้ว่าเต้นได้ขนาดนี้ ก็เก่งมากๆแล้ว

อีกด้านในแง่พลังเสียงทางดนตรี ไมเคิลก็สามารถร้องเพลงได้ดี

แต่จุดที่น่าสนใจในตัวภาพยนต์เรื่องนี้ นอกจากไมเคิลแล้วก็คือ เหล่าทีมงานทั้งหลาย

ข้าพเจ้าได้เห็นเหล่า แดนเซอร์ที่เติบโตมาจากการได้ชมมิวสิควิดีโอของไมเคิล
พวกเขาก็เหมือนเป็นคนรุ่นถัดมาที่พร้อมจะเต้น สร้างความบันเทิงได้อย่างเช่นที่ไมเคิลได้เคยทำแล้ว

ข้าพเจ้าได้เห็นเหล่าทีมงาน โปรดักชั่นคอนเสิร์ต ผู้จัดแสงไฟ เสียง และถ่ายทำฟิล์มพิเศษประกอบให้กับเพลงบางเพลงเช่น Smooth criminal หรือมีการแต่งหน้าแดนเซอร์ให้เหมือนซอมบี้ในเพลง Thriller หรือมือหลีดกีตาร์สาวที่อ่อนวัย แต่ฝีมือของเธอนั่นระดับเซียนคนนึงเลย

หลังจากได้ชมภาพการฝึกซ้อมในภาพยนต์ This is it จนจบลงแล้ว ข้าพเจ้าได้ความรู้สึกว่า นี่คือครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นไมเคิล

เขาได้จากพวกเราไปแล้วจริงๆ