Posted by admin as Read to Write
เขียนโดย นายสารพัด 

มีนักเขียนหลายๆคนที่จินตนาการโลกอนาคตไว้หลายรูปแบบ และหนึ่งในตัวอย่างที่จะยกในวันนี้คือมุมมองในหนังสือที่มีชื่อว่า 1984 แต่งโดย George Orwell
George Orwell แต่งหนังสือเรื่องนี้ในปี1949 ช่วงยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยจินตนาการไปถึงปี 1984
หนังสือเรื่องนี้ไม่ใช่หนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่กล่าวว่า เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเป็นเช่นไร
แต่สิ่งที่สื่อมาในหนังสือคือ อารยธรรมของมนุษยชาติที่เปลี่ยนแปลง
ในหนังสือนั้นกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของนานาชาติที่ลดเหลือเป็นสามประเทศใหญ่ๆ
สามประเทศนี้ต่างสู้รบกันตลอด
ในชีวิตแต่ละวันนั้นมีการป่าวประกาศในวิทยุบอกกกล่าวถึงให้ทุกคนร่วมสู้เพื่อชาติ
แต่สิ่งที่สื่อออกมานั้น เป็น “ความจริง” ที่ “เปลี่ยนแปลงได้”
ตัวละครเอกของเรื่องนั้นมีหน้าที่ในแต่ละวัน กำหนด “ความจริง” ที่บอกกล่าวออกมาในสื่อต่างๆ
บางวันเราอาจสู้กับประเทศนี้ แต่วันพรุ่งนี้เรากลับจับมือร่วมกับประเทศเดียวกันนี้ เป็นหน้าที่ที่ตัวเองต้องคอยกำหนดความจริง
บางวันหน้าประวัติศาสตร์ก็เปลี่ยนแปลงได้ ด้วย “ความจริง” ใหม่ที่กำหนดขึ้นมา หนังสือเรียนเล่มเก่าก็ถูกเผาทิ้งไม่เหลือร่องรอย
ยิ่งกว่านั้น ในหนังสือเรื่อง 1984 นี้ “ความจริง” ในความทรงจำของผู้คนก็เปลี่ยนแปลงได้!
“ความจริง” ทั้งหลายที่กล่าวถึงนั้นล้วนเป็น “นามธรรม” ที่มีอยู่ในความคิดของเรา
เราเลือกที่จะเลือกว่า”ความจริง”เป็นอย่างไร และในบางครั้งเราก็สามารถที่จะเลือกให้มี “ความจริงสองอย่าง” อยู่ได้ โดยเลือกที่จะหยิบเอาอันใดอันนึงตามแต่ความเหมาะสมของเรา
ถ้าผู้ปกครองประเทศสามารถ กำหนด “ความจริง” นี้ได้ เขาก็สามารถมีอำนาจอันสมบูรณ์ไปตลอดกาล
ผมรู้จักหนังสือเล่มนี้ได้ เพราะได้ยินว่า Thom yorke ของ Radiohead ผู้แต่งเพลง 2 +2 = 5
ซึ่งคำกล่าวว่า “2 + 2 = 5″ ก็เป็นประโยคนึงในหนังสือ 1984 ที่กล่าวถึงสภาพ “ความจริง” ของจิตที่สามารถทำให้พูดออกมาได้ว่า
Two plus Two makes Five.
นอกจากนี้ชื่อรายการเรียลิตี้โชว์ Big brother ก็มีที่มาจากหนังสือเล่มนี้เช่นกันที่กล่าวบนโปสเตอร์เตือนว่า
“Big brother is watching you” พี่ชายใหญ่นี้กะลังเฝ้าดูคุณอยู่ อย่าเล่นตุกติกไรน่ะ
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ แม้นจะเข้าใจได้สัก 80% (ศัพท์อังกฤษบางคำก็ยากแต่ขี้เกียจเปิดดิกหมด) ก็เลยขอเขียนบล็อกนี้ว่า “1984 อ่านครั้งแรก”
เพราะคิดว่าอาจจะตั้งใจอ่านอีกสักรอบในอนาคต
ความคิดเห็นส่วนตัวนั้นคือ
ความจริงที่มีอยู่นั้นคือสิ่งที่เราเลือกจะเชื่อ โดยมีพื้นฐานจากว่า ความจริงแบบไหนที่ให้ประโยชน์กับเรามากสุด
เคยได้ยินว่า มนุษย์เรานั้นทำประโยชน์เพื่อตนเอง สิ่งนั้นเกิดมาจากสัญชาตญาณภายใน
คนเราเห็นแก่ตัวนั้น ลึกๆนั้นมันมาจากจิตสำนึกของเราเอง
ผู้คนในยุค 1984 ในหนังสือนั้นก็มี “ความสุข?” กับ “ความจริง” ที่โดนควบคุมโดยผู้ปกครอง ด้วยสุดท้ายแล้วจิตใจเขาเลือกจะเชื่ออะไร
ตัวหนังสือนั้นจะสื่อถึงอารมณ์ในแง่ลบ และ ด้านมืด อาจจะทำให้ผู้อ่านไม่เบิกบานใจนัก
แต่หนังสือวรรณกรรมเล่มนี้ที่มีอิทธิพลไปทั่วโลกนี้ไม่ลองอ่านสักครั้งจะดีหรือ?
(ฉบับไทยมีการแปลโดย รัศมี เผ่าเหลืองทอง และ อำนวยชัย ปฏิพัทธ์เผ่าพงษ์ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2525[3] และตีพิมพ์ครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2550)
5 Responses
Sill (ไม่ได้ล๊อกอิน)
January 17th, 2010 at 8:29 pm
1เนื้อหาน่าสนใจดีจัง
pittaya
January 18th, 2010 at 12:21 am
2อ่านภาษาไทยไปแล้ว แต่ก็อยากหาเวลาอ่านภาษาอังกฤษบ้าง อยากได้ความรู้สึกตอนอ่าน oldspeak กับ newspeak
si.
January 19th, 2010 at 3:27 pm
3เห็นด้วยนิดหนึ่ง (เอ.หรือไม่นิด?) ที่ว่าคนเรามักเลือกเชื่อในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง
ยังไม่เคยอ่านไม่ว่าจะภาษาไหน จะลองหามาอ่านดูบ้าง
ขอบคุณที่แนะนำค่ะ
Klittin
February 23rd, 2010 at 1:12 pm
4กำลังทำละครเวทีร่วมกับนักแสดงชาวอิสราเอลอยู่นะครับ เรื่อง The Ministry of Truth โดยได้แรงบัลดาลใจจากหนังสือ “1984″ เล่มนี้ครับ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://min-of-truth.blogspot.com/ ครับ
Oakyman
March 24th, 2010 at 2:06 am
5เคยแต่ดูหนังแว้บๆ สมัยเด็กๆ ที่ John Hurt เล่น
แต่รู้สึกได้ถึงความเจ๋ง
อยากหามาดูเต็มๆ
RSS feed for comments on this post · TrackBack URI
say what you want
Featured Entries
When Silly met Sally !?!?!?
Le Fabuleux Destin d'Amélie Poulain
Categories
::: Completely Disappear ::: is proudly powered by WordPress - Ice Loopz - Wordpress Themes