Posted by admin as Listen to Write
เขียนโดย นายสารพัด 
ใครหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อ U2 วงชื่อดังจากเมือง Ireland dublin ซึ่งมีประวัติบนเส้นทางดนตรีมายาวนานกว่าสามสิบปี ในระหว่างทาง ณ จุดๆนึงของชีวิตนั้น ใครต่อใคร ต่างก็มีปัญหานานาและหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญให้ประสบพบเจอ
แน่นอน วงดนตรีอย่าง U2 ก็เช่นกัน พวกเขามีความขัดแย้งกันภายในวง เนื่องจากแนวคิดทางดนตรีที่ต่างกัน ช่วงนั้นเป็นต้นทศวรรษที่ 90 ที่เหล่าสมาชิกในวงต่างเห็นแย้งกันว่าอัลบั้มใหม่ของพวกเขา ควรดำเนินไปในทิศทางไหน
ในช่วงบรรยากาศที่ตึงเครียดนั้น The edge มือกีตาร์ของวงพยายามเขียนท่อนบริดจ์ของเพลง Ultraviolet (Light My Way). ณ ตอนนั้นสมาชิกคนอื่นของวงได้เข้ามาร่วมแจมแต่งท่อนเพลงส่วนจนนี้ได้แปรผันไปเป็นส่วนนึงของเพลง One เพราะเหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเลยเป็นการจุดประกายให้ทุกคนในวงได้เริ่มที่จะแต่งเติมเพิ่ม “ความคิดแง่บวก” ลงไปงานเพลงของพวกเขา อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เวลาผ่านไปสิบกว่าปี
เมื่อผมได้สดับฟังเพลงนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตผมผมรู้สึกสะท้านไปทั่วแผ่นหลัง

“Is it getting better?
Or do you feel the same?
Will it make it easier on you now?
You got someone to blame
You sayOne loveOne life
When it’s one need In the night
One love We get to share it
Leaves you baby if youDon’t care for it“
เสียงเบสไลน์ที่ทรงพลังควบคู่เสียงร้องที่แหบเครือสะกดให้ผมหยุดนิ่งในความมืดและตาก็เหลือบเห็นแสงสว่างที่เลือนลาง ณ ปลายอุโมงค์แห่งความคิด
“One love, One life”
“Did I disappoint you?
Or leave a bad taste in your mouth?
You act like you never had love
And you want me to go without
Well it’s Too lateTonight
To drag the past out into the light
We’re one, but we’re not the same
We get tocarry each othercarry each other
One“
เนื้อหาของเพลงเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างว่าความหมายเป็นอย่างไร
บ้างก็ว่าเป็นเรื่องราวของคนสองคนที่รักกัน แต่ก็ต้องมีทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายจนยากที่จะประคับประคองความสัมพันธ์ต่อไป
บ้างก็ว่าเป็นการรวมเป็นหนึ่งเดียวของจิตวิญญาณในตัวเรา
บ้างก็ว่าเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของ Bono นักร้องนำวง U2 กับบิดาของเขานับตั้งแต่ที่เสียมารดาไปตั้งแต่อายุสิบสี่
ปัจจุบันก็ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าเนื้อหาจริงๆของเพลงเป็นอย่างไร การตีความในเนื้อหาเพลงนั้นเป็นเสน่ห์อย่างนึงที่ทำให้เรารู้สึกว่าเพลงมีพลังอำนาจอยากที่จะรู้ว่าศิลปินต้องการจะสื่ออะไรการนำ Message ในเนื้อร้องมาปรับให้เข้ากับประสบการณ์ของตัวเองเหมือนที่มนุษย์ทุกคนต้องการที่อยากจะรับรู้ความรู้สึกร่วมกัน เพื่อที่จะเป็น“หนึ่ง”เดียวได้
One ในหลายรูปแบบ
One จากอัลบั้ม U2 18 Singles
One by U2 featuring Mary J. Blige
One [Live] by U2 & Sting
One [Live] by U2 & REM
One/Walk On [Live] by U2
One [Cover] by Johnny Cash จาก อัลบั้ม American III: Solitary Man
“(I Wish I Knew How It Would Feel To Be) Free - One” by Lighthouse Family
5 Responses
grappa
June 15th, 2007 at 10:15 pm
1ฟังOne เวอร์ชั่นกับ R.E.M ก่อนเลย
npat
June 16th, 2007 at 12:13 am
2ชอบวงนี้มาก แต่ไม่ทันได้เป็นแฟนพันธุ์แท้เพราะน้า ๆ เค้าดังก่อนเราจะรู้จักเค้าซะอีก
แต่ก็ชอบเพลงที่ดังๆ ฮิตๆ กัน ส่วน one เพิ่งจะรู้ค่ะว่ามีหลาย version เคยฟังแต่ feat. mary j. blige
mk
June 24th, 2007 at 7:58 pm
3U2 นี่เป็นวงที่ยืนหยัดมาได้นานแบบไม่น่าเชื่อ วงอื่นๆ แตกกันไปหมด พี่แกก็ยังอยู่ได้
enemy222
June 28th, 2007 at 2:37 pm
4เนื้อหาของเพลงส่วนใหญ่แล้วเราต้องเข้าถึงด้วยความรู้สึกไม่ใช่การแปล
เพลงสมัยก่อนอย่างลูกกรุงนี่เค้าจะบอกอะไรตรงๆ เช่นของสุนทราภรณ์ หรือของวงต่างประเทศก็เหมือนกัน แต่เพลงหลังๆ มาบางวงแต่งเนื้อร้องได้ปราณีตมากอย่าง RHCP หรือ Linkin park
ส่วนตัวแล้วผมเป็นคอ the doors และสามารถเดาอารมณ์เพลงที่จิม มอริสันร้องได้ ทั้งนี้เนื่องจากศึกษาประวัติและอ่านบทกวีและงานอื่นๆ ที่เขาเขียน
ส่วน U2 ไม่เคยติดตามครับ
som
January 6th, 2010 at 3:26 pm
5เนื้อเพลงoneตีความหมายได้หลายอย่างแต่สรุปเป็นภาษาเพลงก็คือเพราะมาก
RSS feed for comments on this post · TrackBack URI
say what you want
Featured Entries
Slot Machine - Grey เหงาทันที
กอด…แล้วได้อะไร / handle me with care
Categories
::: Completely Disappear ::: is proudly powered by WordPress - Ice Loopz - Wordpress Themes